Tuesday, 13 July 2010

ระบบ 3G คืออะไร เทคโนโลยี 3G หมายถึง? ความเร็ว 3G เท่าไหร่?

เทคโนโลยี 3G พัฒนามาจากอะไร ระบบ 3G คืออะไร และมี ความเร็ว เท่าไร
ระบบ 3G ( UMTS ) นั้นคือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMo ของญี่ปุ่นสำหรับเมืองไทยนั้น ระบบ 3G จะเป็น เทคโนโลยีแบบ HSPA ซึ่งแยกย่อยได้เป็น HSDPA , HSUPA และ HSPA+
http://www.computer-review.co.cc/
HSDPA นั้นจะสามารถ รับส่งข้อมูลได้สูงสุดที่ Download 14.4 Mbps / Upload 384 Kbps. ( ปัจจุบันผู้ให้บริการทั่วโลกยังให้บริการอยู่ที่ Download 7.2Mbps เท่านั้น )
HSUPA จะเหมือนกับ HSDPA ทุกอย่างแต่การ Upload ข้อมูลจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 5.76 Mbps
HSPA+ เป็นระบบในอนาคต การ Download ข้อมูลจะอยู่ที่ 42 Mbps / Upload 22 Mbps

สำหรับในเมืองไทยนั้น ระบบ 3G ( HSPA ) ที่ Operator AIS หรือ DTAC นำมาใช้จะเป็น HSDPA โดยการ Download จะอยู่ที่ 7.2Mbps ซึ่งน่าจะได้ใช้กันในไม่ช้า

ข้อควรระวังในการเลือกซื้อ AirCard แบบที่รองรับ 3G คลื่นความถี่ 3G ที่ใช้กันทั่วโลก จะใช้อยู่ 3 ความถี่ที่เป็นมาตราฐานคือ 850 , 1900 และ 2100 ซึ่งเมืองไทยจะแบ่งเป็นดังนี้

คลื่นความถี่ ( band ) 850 จะถูกพัฒนาโดย Dtac และ True
คลื่นความถี่ ( band ) 2100 จะถูกพัฒนาโดย AIS
คลื่นความถี่ ( band ) 1900 ยังไม่แน่ชัดว่าจะถูกปล่อยออกโดยบริษัทไหน

ดังนั้นการเลือกซื้อ AirCard , Router หรือ โทรศัพท์มือถือ และต้องการให้รอบรับ 3G ควร check ให้ดีก่อนว่าสามารถรองรับได้ทั้ง 3 คลื่นหรือเพียงบางคลื่นเท่านั้น

ข้อมูลจาก : thaigaming.com

แป้นพิมพ์ลัด (ShortCut) ใน Windows XP

แป้นพิมพ์ลัด (ShortCut) ใน Windows XP

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน Windows ง่ายๆ ด้วยการจดจำ และเรียนรู้การใช้งาน Keyboard ผสมผสานกับการใช้งานเม้าส์ รับรองคุณจะทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

* BACKSPACE (ดูโฟลเดอร์ย้อนขึ้นหนึ่งระดับใน My Computer หรือ Windows Explorer)
* ESC (ยกเลิกงานปัจจุบัน)
* CTRL+C (คัดลอก)
* CTRL+X (ตัด)
* CTRL+V (วาง)
* CTRL+Z (ยกเลิก)
* DELETE (ลบ)
* SHIFT+DELETE (ลบรายการที่เลือกอย่างถาวรโดยไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin)
* กดปุ่ม CTRL ขณะที่ลากรายการ (คัดลอกรายการที่เลือก)
* กดปุ่ม CTRL+SHIFT ขณะที่ลากรายการ (สร้างทางลัดไปยังรายการที่เลือก)
* ปุ่ม F2 (เปลี่ยนชื่อรายการที่เลือก)
* CTRL+ ลูกศรขวา (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำถัดไป)
* CTRL+ ลูกศรซ้าย (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของคำก่อนหน้า)
* CTRL+ ลูกศรลง (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าถัดไป)
* CTRL+ ลูกศรขึ้น (ย้ายเคอร์เซอร์ไปยังจุดเริ่มต้นของย่อหน้าก่อนหน้าไป)
* CTRL+SHIFT พร้อมกับปุ่มลูกศรใดๆ (ไฮไลต์บล็อกข้อความ)
* CTRL+A (เลือกทั้งหมด)
* ปุ่ม F3 (ค้นหาไฟล์หรือโฟลเดอร์)
* ALT+ENTER (ดูคุณสมบัติต่างๆ ของรายการที่เลือก)
* ALT+F4 (ปิดรายการที่ใช้งานอยู่ หรือปิดโปรแกรมที่ใช้งาน)
* ALT+ENTER (แสดงคุณสมบัติของออบเจกต์ที่เลือก)
* ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูทางลัดสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)
* CTRL+F4 (ปิดเอกสารที่ใช้งานอยู่)
* ALT+TAB (สลับระหว่างรายการต่างๆ ที่เปิดอยู่)
* ALT+ESC (สลับไปยังรายการต่างๆ ตามลำดับที่เปิด)
* ปุ่ม F6 (สลับไปตามรายการอิลิเมนต์บนหน้าจอในหน้าต่างหรือบนเดสก์ทอป)
* ปุ่ม F4 (แสดงรายการแอดเดรสบาร์ใน My Computer หรือ Windows Explorer)
* SHIFT+F10 (แสดงเมนูทางลัดสำหรับรายการที่เลือก)
* ALT+SPACEBAR (เปิดเมนูระบบสำหรับหน้าต่างที่ทำงานอยู่)
* CTRL+ESC (แสดงเมนู Start)
* ALT+อักษรขีดเส้นใต้ในชื่อเมนู (แสดงเมนูนั้นๆ)
* อักษรที่ขีดเส้นใต้ในชื่อคำสั่งบนเมนูที่เปิด (ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ)
* ปุ่ม F10 (เปิดแถบเมนูในโปรแกรมที่กำลังใช้งาน)
* ลูกศรขวา (เปิดเมนูถัดไปทางขวา หรือเปิดเมนูย่อย)
* ลูกศรซ้าย (เปิดเมนูถัดไปทางซ้าย หรือปิดเมนูย่อย)
* ปุ่ม F5 (อัปเดทหน้าต่าง)
* กดปุ่ม SHIFT ขณะที่ใส่แผ่นซีดีรอมลงในไดรฟ์ซีดีรอม (ยกเลิกการเล่นซีดีรอมอัตโนมัติ)
* CTRL+SHIFT+ESC (เปิด Task Manager)

ทิปจาก : www.it-guides.com

วิธีดูแลรักษาและเสริมพลังWindowsXPให้แรงเร็วแบบไร้สะดุด

ใช้ งานWindowsXPอยู่ดีๆจู่ๆ วินโดวส์กลับทำงานได้อืดลงเรื่อยๆ จนเปิดดูข้อมูลในโฟลเดอร์ได้ช้ากว่าที่เคยเป็น หรือความเร็วในการสูบไฟล์ทอเร้นต์ตกฮวบลงมาเอาดื้อๆ ซึ่งบางทีก็อาจเป็นปัญหาทางเทคนิคอย่างชุมสายมีปัญหา หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นปัญหาที่มาจากวินโดวส์ของคุณเองเข้าก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเสียหรอกนะครับ) ซึ่งถ้าเป็นปัญหาอย่างหลังนี้ละก็ มีวิธีเสริมพลังเด็ดๆ มาแนะนำให้คุณสำหรับพาวเวอร์อัพวินโดวส์เอ็กซ์พี ให้แรงเร็วแบบไร้สะดุดสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะเลยครับ
ปรับแต่งวินโดวส์ XP ให้สดใสว่องไวเหมือนใหม่

เมื่อ เราใช้งานคอมพิวเตอร์ไปนานๆ เข้าก็คงเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าการทำงานของมันเริ่มจะอืดขึ้นเรื่อยๆ ดีไม่ดีคุณจะพบว่ามันอืดกันตั้งแต่ช่วงเปิดเครื่องเพื่อโหลดเข้าหน้าต่าง วินโดวส์กัน
เลยทีเดียว อันที่จริงแล้วอาการช้าของมันที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นก็มาจากการใช้งานอัน หนักหน่วงข
องยูสเซอร์นี่เอง

ไม่ ว่าจะเป็นการลงโปรแกรมใหม่ๆ อัดเข้าไปเยอะแยะ การสั่งใช้งานให้โปรแกรมรันบน System Tray แบบเงียบๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว ไฟล์ขยะที่หลงเหลือจากการทำงานหรือการท่องอินเทอร์เน็ต ไม่ก็เปิดเอฟเฟ็กต์บนวินโดวส์ไว้เต็มอัตราศึกโดยไม่จำเป็น ฯลฯ ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเพียงส่วนย่อยเพียงหยิบมือของสาเหตุที่ทำให้วินโดวส์ ทำงานช้า
ลง ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าต้องทำอย่างไรบ้างวินโดวส์ตัวเก่งของเราจึง จะกลับมาแ
รงเร็วเหมือนใหม่กันอีกครั้ง

1.เพิ่มพื้นที่ว่าง (ไว้หายใจ) ให้ฮาร์ดดิสก์

สิ่ง ที่หลายคนลืมนึกถึงกันก็คือเรื่องใกล้ตัวอย่างพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ครับ ยิ่งมีพื้นที่เหลือไว้มาก การทำงานของวินโดวส์ก็จะไวขึ้นตามไปด้วย อย่าลืมครับว่าวินโดวส์นั้นทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์หลายอย่าง ทั้งการใช้เป็นพื้นที่หน่วยความจำเสริมชั่วคราว (เมื่อแรมไม่พอ) ใช้เป็นที่จัดเก็บ System Restore สำหรับป้องกันเวลาวินโดวส์มีปัญหา และเรื่องจุกจิกอีกมากมาย ดังนั้นการเคลียร์ขยะและโปรแกรมใช้งานที่ไม่จำเป็นออกไปจากฮาร์ดดิสก์จะช่วย ให้การทำ
งานของวินโดวส์ไหลลื่นมากขึ้นซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้ครับ

ไป ยัง Start Menu-> All Programs-> Accessories-> System Tools-> Disk Cleanup เพื่อให้โปรแกรมคำนวณหาค่าพื้นที่ฮาร์ดดิสก์คร่าวๆ ที่คุณจะได้คืนมาจากการลบไฟล์ขยะและโปรแกรมพื้นฐานบนวินโดวส์ที่ไม่จำเป็น กับคุณ เช่นไฟล์ Temporary หรือขยะใน Recycle Bin โดยสามารถเลือกลบไฟล์และโปรแกรมได้จากหน้าต่าง Disk Cleanup นี้เลย
ลบ ไฟล์ขยะโดยไปที่ Start Menu-> Run พิมพ์ %temp% กดปุ่ม ok จะเห็นว่ามีไฟล์ขยะยั้วเยี้ยไปหมดดังนั้นจัดการลบมันทิ้งไปจากโฟลเดอร์นี้ ให้เรียบอา
วุธซะ (ก่อนลบให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดโปรแกรมอะไรอยู่ด้วยนะครับ)
ลบ โปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกไปจากเครื่องบ้างโดยไปที่ Start Menu-> Control Panel-> Add or Remove Programs แล้วลองตรวจดูว่าคุณมีโปรแกรมไหนบ้างที่ลงไว้แล้วไม่ได้แตะมันเลย ลบไปบ้างครับอย่าเสียดายโดยใช่เหตุ (ผมเห็นเพื่อนผมมันลงโปรแกรมดู หนังไว้สองสามตัวแต่เปิดใช้บ่อยแค่ตัวเดียว ... เพื่ออะไรเนี้ย -*-)

ปรับลดพื้นที่ของ System Restore โดยคลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer บนเดสก์ทอปเลือกเมนู Properties-> System Restore จากนั้นคลิ้กที่ปุ่ม Settings เพื่อปรับลดขนาดพื้นที่ซึ่งวินโดวส์จองไว้บนฮาร์ดดิสก์ให้ลดลงมาประมาณที่ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ (จาก 12 เปอร์เซ็นต์) ความจริงจะปิดการทำงานของมันไปเลยก็ได้เพราะจะได้พื้นที่คืนมาเยอะแยะเลย แต่ไม่แนะนำครับ
ลบโปรแกรมที่มาพร้อมกับวินโดวส์ XP ออกไป เนื่องจากโปรแกรมที่มากับตัววินโดวส์นั้นจะไม่มีรายการใน Add Remove เพราะถูกซ่อนเอาไว้ ดังนั้นเราต้องไปลากมันออกมาโดยไปที่ Start-> Setting-> Control Panel-> Folder option เลือกแท็บ view แล้วติ้กเลือก show hidden files... เพื่อให้วินโดวส์โชว์ไฟล์ที่ซ่อนไว้
จาก นั้นไปที่ Start-> Run พิม inf หาไฟล์ sysoc.inf ดับเบิลคลิ้กเปิด notepad แล้วมองหาโปรแกรมที่ต้องการลบ เมื่อเจอให้ลบคำว่า hide ออกไป (เฉพาะโปรแกรมที่ต้องการลบ) เสร็จแล้วจัดการเซฟ สุดท้ายไปที่ Add Remove เพื่อลบมันออกไป
ปรับขนาดของถังขยะ Recycle Bin เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน โดยคลิ้กขวาที่ถังขยะ เลือกไป Propoties ปรับตรงเปอร์เซ็นต์ (จากเดิมคือ 20%) ปรับเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้ถึง 16 เปอร์เซ็นต์เชียวครับ
สุดท้ายเป็นการลบขยะในรีจีสทรีซึ่งเป็นไฟล์ของระบบที่มีการเก็บค่าการลง ทะเบียนหรือค
่าตั้ง ต้นต่างๆ ของโปรแกรมที่ติดตั้งลงในเครื่อง ในเวลาที่คุณลบโปรแกรมออกไปบางครั้งมันจะยังมีสิ่งหลงเหลือฝากไว้ เมื่อผ่านไปนานเข้าจะทำให้รีจีสทรีมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ขยะเหล่านั้น จะส่งผลให้เครื่องทำงานช้าลง หากลบออกก็จะช่วยลดเวลาในการอ่านรีจีสทรี ของวินโดวส์ลงด้วย แต่การแก้ไข รีจีสทรีเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับมือใหม่ ถ้าลบผิดไปละก็อาจทำให้ถึงกับบูตเครื่องไม่ติดเลยก็เป็นได้ ดังนั้นทางที่ดีใช้โปรแกรมช่วยจะลดการเสี่ยงได้มากกว่าครับ โดยใช้ Easy Cleaner (http://www.docsdownloads.com/download/EClea2_0.exe) ขนาด 2.81 เมกะไบต์
เปิด โปรแกรม Easy Cleaner 2.0 ขึ้นมาแล้วเลือกไอคอนรีจิสทรี จากนั้นคลิ้กปุ่ม Find เพื่อค้นหาขยะในรีจิสทรีที่เหลือติดค้างอยู่แล้วรอโปรแกรมค้นหาสักพัก จากนั้นกดปุ่มลบทิ้งให้หมดเป็นอันเสร็จ
2. สวยน้อยหน่อย เร็วขึ้น (อีก) หน่อย

ถึง แม้ว่าวินโดวส์เอ็กซ์พีจะมีอินเทอร์เฟซและเอฟเฟ็กต์สวยงามสู้วิสต้าไม่ติด ฝุ่น แต่มันก็สามารถทำให้เครื่องคุณอืดได้อยู่ดี (แต่ก็น้อยกว่าวิสต้าละ...) ทว่ามีเอฟเฟ็กต์หลายๆ ตัวที่ดูไม่จำเป็นนักเพราะถ้าไม่สังเกตกันดีๆ ก็แทบมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นเราจะมาปิดมันลง ณ บัดนาว

คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced ตรงหัวข้อ Performance คลิ้ก Settings ทีนี้สังเกตดูจะเห็นว่ามี 4 หัวข้อหลักสำหรับปรับแต่งเอฟเฟ็กต์ 1. Let Windows choose what's best for my computer การให้วินโดวส์เลือกฟังก์ชันที่เหมาะสมกับเครื่องของคุณเองอัตโนมัติ 2. Adjust for best appearance สั่งปรับเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดแบบสวยเต็มสูบ (แต่อาจทำให้การทำงานช้าลงบ้างสำหรับเครื่องสเปกต่ำ 3. Adjust for best performance เป็นการสั่งปรับให้ลดความสวยลงเพื่อเน้นการทำงานที่รวดเร็ว และ 4. Custom เอาไว้ปรับแต่งเพิ่มลดเอฟเฟ็กต์กันเอาเอง
3. ย้ายหน่วยความจำเสมือน ลดภาระไดร์ฟระบบ

ไดรฟ์ ระบบ (ไดรฟ์ที่ลงระบบปฏิบัติการวินโดวส์) จะเป็นไดรฟ์ที่ต้องรับภาระหนักทั้งการเรียกใช้โปรแกรมต่างๆ หรือกระทั่งไฟล์ระบบ อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Fragment) ซึ่งเกิดจากการที่ไดรฟ์มีการอ่านเขียนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าการทำงานจะยิ่งช้าลงเรื่อยๆ หากคุณไม่จัดเรียงข้อมูลให้กับมันบ้าง (Defragment) เพื่อให้สามารถเรียกอ่านข้อมูลได้ไวขึ้น และถ้าจะให้ดีก็ควรย้าย Pagefile (ซึ่งมีการอ่าน-เขียนไฟล์บ่อยๆ) ไปไว้ยังไดรฟ์อื่นที่ไม่ใช่ไดรฟ์ระบบเพื่อเป็นการลดภาระลงและช่วยให้การทำ งานรวดเร็ว
ขึ้น


คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced-> Performance กด Settings ตรงแท็บ Advanced หัวข้อ Vitual Memory เลือกคลิ้กปุ่ม Change เลือกไดรฟ์ C: จากนั้นคลิ้กเลือกที่ No paging file แล้วกดปุ่ม Set เพื่อลบค่าที่ตั้งไว้
เลือก ไดรฟ์อื่นที่คุณจะใช้จัดเก็บ Pagefile แทน (เช่น D:, E:, F) กดเลือก Custom size ปรับขนาดให้เหมาะสมทั้งค่า Initial size และ Maximum size จากนั้นกดปุ่ม Set เพื่อตั้งใช้ค่าที่ระบุลงไป
การตั้งค่า Initial size และ Maximum size ที่เหมาะสมนั้นให้คุณดูจากแรมที่มีในเครื่องของคุณเป็นหลักครับ หากว่ามีแรมน้อยกว่า 512 ให้เอาความจุแรมไปคูณกับ 1.5 เช่น แรม 256 จะเท่ากับ 256*1.5 = 384 ซึ่ง Initial size จะใส่ไป 256 ส่วน Maximum size เป็น 384 ยกเว้นว่าคุณมีแรมมากกว่า 512 อันนี้ให้ใส่ค่าแรมลงไปที่ Initial size ได้เลย ดังในรูปตัวอย่าง เครื่องผมมีแรมอยู่ 2 กิกะไบต์ = 2046 ดังนั้นค่า Maximum size ผมจะบวกเพิ่มไป 1 เท่าคือ 4092 นั่นเอง
การจัด เรียงไฟล์จะช่วยให้ระบบทำงานเร็วขึ้น Paging file ก็เหมือนกันครับ แต่ Defragment ของ Windows จะไม่สามารถจัดเรียงไฟล์ Paging file ได้ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับมันโดยเฉพาะ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://download.sysinternals.com/Files/PageDefrag.zip ครับ (ขนาด 70 กิโลไบต์)

การ ใช้งานนั้นไม่ยากเย็นเลย เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาผมแนะนำให้คุณติ๊กเลือกไว้ที่ Defragment at next boot เพื่อสั่งให้มัน Defragment แบบอัตโนมัติเมื่อบูตเข้าวินโดวส์ครั้งถัดไป

4. รีดเค้นประสิทธิภาพหน่วยประมวลผลสำหรับคอเกม

ปกติ แล้วสำหรับคอเกมเครื่องคอมพ์ที่ใช้ก็มักจะต้องเร็วแรงอยู่พอสมควร (สำหรับยุคนี้และยุคถัดๆ ไป...) แต่ใช่ว่าคอเกมจะซื้อคอมพ์มาเพื่อเล่นแต่เกมโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ที่ผมพบเจอก็คือ พวกเขามักจะโหลดบิต ไม่ก็เปิดโน่นเปิดนี่ทิ้งไว้ไปด้วยในขณะที่เล่น และส่วนมากก็มักจะเป็นโปรแกรมประเภทที่สามารถรันได้ในโหมดแบ็กกราวนด์ (อย่างโปรแกรมแอนติไวรัส) ซึ่งแน่ละ มันต้องดึงประสิทธิภาพหน่วยประมวลผลไปพอสมควรและอาจเป็นสาเหตุให้เกมที่เล่น มีอาการก
ระตุกเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจะมาดูวิธีสั่งให้หน่วยประมวลผลทุ่มพลังเต็มที่กับการทำงานให้กับ งานหรือส
ิ่ง ที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะนั้นโดยไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็น กันครับ (แต่จริงๆ แล้วถ้าไม่จำเป็นมากนัก ควรปิดโปรแกรมที่ยังไม่จำเป็นลงไปก่อนเล่นจะดีที่สุดละครับ)

ไปที่เมนู Start-> Run พิมพ์คำสั่ง Rundll32.exe advapi32.dll, ProcessIdleTasks แล้วกด OK
เปิด การทำงานของ L2 Cache ซึ่งก็คือหน่วยความจำสำรองระดับที่ 2 ซึ่งตามปกติจะมีไว้สำหรับแก้ปัญหาเรื่องคอขวด โดยทำหน้าที่เก็บข้อมูล คำสั่งที่จำเป็นต่อการประมวลผล (หรือคาดว่าจะถูกใช้งาน) ทำให้หน่วยประมวลผลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ซีพียูโดยปรับขนาดของ Cash L2 ที่เหมาะสมได้โดย คลิ้กที่ Start-> Run พิมพ์คำว่า regedit แล้วคลิ้กปุ่ม OK
ไปที่ HKEY_LOCAL_MACHIN-> SYSTEM-> CurrentControlSet-> Control-> Session Manager-> Memory Management ตรงหน้าต่างด้านขวา ให้คลิ้กขวาที่ SecondLevlData... เลือกคำสั่ง Modify

ที่หน้าต่าง Edit DWORD Value ตรงหัวข้อ Base ติ๊กเลือก Decimal จากนั้นไปที่หัวข้อ Value data : ใส่ค่าให้กับ Cache L2 ซึ่งตรงนี้อาจต้องดูจากคู่มือเมนบอร์ดหรือซีพียูว่ามีค่า Cache L2 เท่าไร ก็ใส่ค่าลงไป เช่น 256 หรือ 512 เป็นต้น แต่ถ้าหาไม่ได้คงต้องดาวน์โหลดโปรแกรม CPU-Z เพื่อดูค่าเอาเอง โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.cpuid.com/
เมื่อ ดาวน์โหลดมาเรียบร้อยให้คลายซิปแล้วเข้าไปดับเบิลคลิ้กที่ไอคอน cpuz.exe จากนั้นรอสักพักหน้าต่างแสดงผลจะเปิดขึ้นมา ให้คุณตรวจดูที่หัวข้อ Cache โดยดูที่ Level 2 ก็จะเห็นค่าของมัน (ดังในภาพ ของผมจะอยู่ที่ 512) จากนั้นเอาค่านี้มาใส่ลงไปที่ Value data : แล้วกด Ok แล้วรีสตาร์ตวินโดวส์เป็นอันเรียบร้อยครับ

5. Cleanup เซอร์วิสและสตาร์ตอัพโปรแกรม

สำหรับ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นและระดับกลางส่วนใหญ่ อาจมีไม่น้อยเลยที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองต้องเสียทรัพยากรในการประมวลผลให้กับ โปรแกรมไ
ร้สาระอยู่ตลอดเวลาที่เปิดเครื่องโดยที่ไม่เคยได้ใช้งานมันเลย สักครั้งเดียว นั่นก็คือพวกโปรแกรม Services ต่างๆ ของวินโดวส์ที่มักจะรันตัวเองอยู่ตลอดเพื่อเตรียมรับมือกับคำสั่งใช้งานของ คุณ (ซึ่งอาจไม่เคยมี) ถึงแม้จะมี Services บางตัวที่จำเป็นต่อการใช้งาน แต่ก็เป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ดังนั้นเรามาดูวิธีปิดการทำงานของ Services ที่เกินความจำเป็นเหล่านี้กันครับ

เปิด Control Panel ขึ้นมา เลือกไอคอน Administrative Tools-> Services จะเห็นลิสต์รายชื่อของ Services อยู่เต็มไปหมด
คุณ สามารถอ่านคำอธิบายการทำงานของมันได้ที่ Description ซึ่งจะช่วยให้ทำความเข้าใจความสำคัญของ Services แต่ละตัวได้เป็นอย่างดีว่าควรที่จะปิดมันไว้หรือไม่ และตัวไหนที่กำลังทำงานอยู่ (ดูจาก Status) เช่นพวก Printer, Broadband Connection, Networking หรือ routing
Services อันไหนที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้ให้ปิดมันลงไปโดยการดับเบิลคลิ้กที่ Services ตัวนั้นๆ เพื่อเปิดหน้าต่างกำหนดค่าขึ้นมา โดยปรับได้ตรงดรอปดาวน์เมนูที่หัวข้อ Startup Type เลือก Disable คลิ้ก Apply และ OK ทำแบบนี้กับ Services ที่ต้องการปิดจนครบก็เรียบร้อย


นอก จากโปรแกรม Services แล้ว พวกโปรแกรมที่รันตัวเองอัตโนมัติหลังเปิดหน้าต่างวินโดวส์ที่เรียกกันว่า Startup Programs ก็จัดเป็นตัวหน่วงชั้นแนวหน้าที่ทำให้เครื่องคุณช้าลง ดังนั้นต้องจัดการมันเสีย
ไปที่ Start-> Run พิมพ์คำสั่ง msconfig แล้วกดปุ่มเอ็นเทอร์เพื่อเปิดหน้าต่าง System Configuration Utilty ให้ไปยังแท็บ Startup คลิ้กที่ Disable All
คลิ้ก Apply ตามด้วย OK แล้วคลิ้ก Yes เพื่อ Restart เครื่อง
6. เร่งพลัง RAM ทุกรูขุมขน

การจัดสรรการทำงานของแรมซึ่งเป็นหน่วยความจำหลักเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้ คุณสามารถ
ใช้ งานโปรแกรมหรือแม้แต่เล่นเกมที่สูบสเปกสูงๆ ได้ราบรื่นมากขึ้น ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะมาเสริมพลังให้มันทำงานได้อย่างราบรื่น มากขึ้น ด้วยโปรแกรม Cacheman 5.50 ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.outertech.com/index.php?_charisma_page=downloads (927 กิโลไบต์) โดยเลือกชื่อโปรแกรมจากดรอปดาวน์เมนูและทำตามขั้นตอนไปจนครบ 3 สเต็ปเท่านี้ก็ดาวน์โหลดได้แล้ว จากนั้นติดตั้งให้เรียบร้อยและรันโปรแกรมขึ้นมาเลยครับ

ตรงแถบไอคอน เมนู Settings ด้านขวาคลิ้กเลือก RAM จากนั้นตรงแท็บ Recovery ที่หัวข้อ Memory amount คลิ้กที่ User defined แล้วใช้เมาส์เลื่อนแถบสไลด์บาร์มาไว้ด้านขวามือสุด พร้อมทั้งเอาเครื่องหมายถูกออกจากกรอบสี่เหลี่ยมด้านล่างให้หมด ยกเว้นที่ช่อง Extreme recovery mode

คลิ้กเลือกแท็บ Optimization ติ้กเครื่องหมายถูกตรง Disable executive paging และ Unload DLL's from memory

ไปที่เมนู File เลือก Save setting คลิ้ก Yes แล้วรีสตาร์ตเครื่อง
หลัง จากรีสตาร์ตเครื่องแล้ว เวลาจะใช้งานให้เรียกเปิดโปรแกรม มันจะรันอยู่บน System Tray จัดการคลิ้กขวาที่ไอคอนโปรแกรมแล้วเลือกคำสั่ง Recover Memory Now โปรแกรมจะจัดสรรหน่วยความจำตามค่าที่ตั้งเอาไว้ให้ทันที


ลักษณะ อาการเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์ เราสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มอาการ ดังนั้นในการตรวจหาสาเหตุของอาการเสีย ก็ให้ดูว่าเป็นอาการเสียที่อยู่ในกลุ่มใดดังนี้

1. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องจากเสียง Beep Code
ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรก ก็จะได้ยินเสียง ปี๊ป ดังสั้น ๆ 1 ครั้ง แล้วเครื่องก็จะทำงานต่อตามปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณได้ยินสียงมากกว่า 1 ครั้ง หรือมีเสียงดังยาว ๆ จากนั้นเครื่องก็หยุดนิ่ง ก็ทำใจไว้ได้เลยว่าเครื่องของคุณมีปัญหาแล้ว เมื่อคุณเจออาการแบบนี้ให้รีบปิดเครื่องทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะไม่สามารถใช้งานเครื่องได้จนกว่าจะแก้ปัญหาเสียก่อน เสียงปี๊ปที่เราได้ยินนี้จะถูกเรียกว่า Beep Code ซึ่งจะมีจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และมีเสียงดังสั้นบ้างยาวบ้าง ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันนี้เองที่บอกเราว่า อุปกรณ์ชิ้นไหนมีปัญหา ดังนั้นถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้ก็ต้องลองฟังให้ดีว่า ดังกี่ครั้ง สั้นยาวแบบไหน แล้วนำไปเทียบดูในตารางไบอสตามยี่ห้อของไบออส เพื่อจะรุ้ว่าอะไรคือต้นเหตุ แล้วจะได้หาทงแก้ไขต่อไป

2. ตรวจสอบอาการเสียของเครื่องโดยดูจากข้อความที่แจ้งบนหน้าจอ
การแจ้งปัญหาหรือความผิดปกติที่เครื่องตรวจพบด้วยข้อความบนหน้าจอ ซึ่งเราเรียกว่า Message Error นับป็นการแจ้งปัญหาอีกแบบหนึ่งที่มีประโยชน์ เพราะเราสามรถรู้ปัญหาได้ทันทีว่าอปกรณ์ตัวไหนทำงานผิดปกติ หรือไม่ก็รู้ว่าการทำงานส่วนใดมีปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาที่ง่ายขึ่น ตัวอย่างของข้อความที่ปรากฎให้เห็นบนหน้าจอบ่อย ๆ อย่างเช่น
CMOS checksum Error
CMOS BATTERY State Low
HDD Controller Failure
Diskplay switch not proper
ดัง นั้นถ้าคุณพบว่าเครื่องได้แจ้งปัญหาให้ทราบก็ให้รับหาทางแก้ไขโดยด่วน แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ก็ให้จดข้อความบนหน้าจอไว้ เพื่อเอาไว้สอบถามผู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้หรือเอาไวให้ช่างที่ร้านซ่อมดู ก็ได้ เพื่อให้การตรวจซ่อมทำได้เร็วขึ้น

3. ตรวจสอบอาการเสียโดยดูจากความผิดปกติของเครื่องที่สามารถสังเกตุ
วิธี นี้คงต้องใช้ทักษะ ความรู้ และความชำนาญมากกว่า 2 แบบแรก เพราะจะเป็นอาการที่เครื่องไม่ได้มีอะไรแจ้งให้เราทราบเลยว่าอุปกรณ์ชิ้นไหน มีปัญหาหรือเสียหาย มีแต่ความผิดปกติที่เราสามารถสังเกตุได้ทางกายภาพ อย่างเช่น เปิดสวิตซ์แล้วไฟไม่ติด , เสียบปลั๊กแล้วเครื่องก็เปิดทันที , เปิดใช้เครื่องได้ไม่ถึง 5 นาที ระบบก็ล่ม เป็นต้น จะเห็นว่าอาการดังกล่าวนี้เครื่องไม่ได้แจ้งอะไรให้เราทราบเลยนอกจากอาการ ผิดปกติที่เรารับรู้ได้ ดังนั้นในการแก้ปัญหาในลักษณะนี้จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์หรือช่าง ผู้ชำนาญ จึงจะสามารถวิเคราะห์ตรวบสอบ และทำการซ่อมแซมแก้ปัญหาได้

4. ตรวจสอบอาการเสียที่เราสามารถระบุอุปกรณ์ได้เลย
ปัญหา แบบนี้จะเป็นกับอุปกรณ์ที่เราใช้อยุ่เป็นประจำแต่ถ้าอยุ่ ๆ ไม่สามารถทำงาน หรือทำงานได้ไม่ดี เราก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรเสีย อย่างเช่น ไดรว์ซีดีรอมไม่ทำงาน ภาพบนจอสั่นหรือกระพริบ ไดรว์ A ไม่ยอมอ่านแผ่น เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความผิดปกติของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ โดยตรง การตรวจสอบหรือตรวจเช็คจึงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือน 3 แบบที่ผ่านมา

5. ตรวจสอบอาการเสียที่เกิดจากการอัพเกรดอุปกรณ์ ไปจนถึงการปรับแต่งเครื่อง
สิ่ง ที่ทำให้เครื่องเกิดปัญหาอีกอย่างก็คือ การเพิ่มเติม ปรับเปลี่ยนหรือปรับแต่งอุปกรณ์บางตัวก็ทำไห้เกิดปัญหาได้อีกเหมือนกัน เช่น อัพเกรดแรมแล้วเครื่องแฮงค์ Overclock ซีพียูจนไหม้ , ปรับ BOIS แล้วเครื่องรวน เป็นต้น จะเห็นว่าในสภาพเครื่องก่อนกระทำใด ๆ ยังทำงานได้ปกติอยุ่ แต่หลังจากที่มีการอัพเกรดหรือปรับแต่งเครื่องแล้วก็มีปัญหาตามมาทันที ......

ป้องกันเน็ตคัต ป้องกันNetCut แบบไม่ใช้โปรแกรม ใช้ cmd -*-


ป้องกันเน็ตคัต ป้องกันNetCut แบบไม่ใช้โปรแกรม ใช้ cmd -*-

หามาจากหลายที แต่เห็นวามันเขียนงง เลยเอามามีรูปเพื่อให้าหายงง (หรืองงกว่าว่ะ)







บางครั้งเราโดนคัตแล้ว ค่าMacaddressจะเปลี่ยนเรื่อยๆทำ มให้เราหยุดเน็ตคัตไม่ได้

แต่เราดูmac addressจริงๆได้ที่เร้าเตอร์


จัดอันดับ Anti Virus 2010





จัดอันดับ Anti Virus 2010


ที่มา http://anti-virus-software-review.toptenreviews.com/

ความแตกต่างของ CPU 32bit and 64 bit

ความแตกต่างของ CPU 32bit and 64 bit

ใน Computer Architecture นั้น 64-bit เป็นการขยายของการใช้ integer,
floating point, memory address หรือ ชนิดข้อมูลอื่นๆ ที่ต้องการใส่ข้อมูลที่มี
ขนาดความกว้างของข้อมูลมากถึง 64 bit (8 octets) โดยที่รายละเอียดของ CPU และ
สถาปัตยกรรม ALU บน register, address buses, หรือ data buses ต้องมีขนาดเท่านั้น
ด้วย

โดยในปี 2004 ได้มี CPU 64-bit CPU เป็นพื้นฐานสำหรับตลาดระดับ Server และ
เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่สายการผลิตหลักของตลาด Personal Desktop โดยการเข้ามา
ของ AMD64 (AMD), EM64T (Intel) และ PowerPC 970 (G5 จาก IBM)

ความเหมือนที่แตกต่างของ CPU 32-bit และ 64-bit

นับแต่อดีตถึงปัจจุบันปริมาณข้อมูล ที่ใช้ในการประมวลผลต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกามี
จำนวนมากขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเปลี่ยนแปลงจาก 16-bit ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน
มา 32-bit ในปัจจุบัน และกำลังก้าวเข้าสู่โลก 64-bit ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับโลก
คอมพิวเตอร์ได้อย่างมากมาย ทั้งในด้านจำนวนข้อมูลที่ส่งต่อในระบบภายในที่มีจำนวนมากขึ้น
และความเหมือนจริงในการทำงานด้านมัลติมีเดียต่าง ๆ มากมาย ยังผลให้ ข้อมูลที่เข้า
สู่กระบวนการประมวลผลนั้นมากตามไปด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนของความเร็ว
ในการประมวลผลแต่ประการใด เป็นเพียงเพิ่มความหนาแน่นของข้อมูลต่อชุด
ในการประมวลต่อครั้งเท่านั้น

จากที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นว่าความแตกต่างในทั้งสอง ไม่ได้แตกต่างกันที่ความเร็ว ขยายความ
ให้เข้าใจได้ง่ายคือ สัญญาณนาฬิกายังคงมีความเร็วเท่าเดิม แต่ความหนาแน่นของข้อมูล
ต่อชุดคำสั่งมีมากขึ้นนั้น เราอาศัยการเปรียบเทียบที่ memory addrees
ระหว่าง 32-bit และ 64-bit โดยที่ 32-bit นั้นมี memory address ได้ 4Gbytes เท่านั้น
แต่ใน 64-bit นั้น มี memory address ถึง 16 Ebytes (~17,179,869,184 Gbytes)
ทำให้เกิดความได้เปรียบในด้านความเร็วในการทำงานใน software ที่ต้องการ
การไหลของข้อมูลในปริมาณที่มาก ๆ เช่นการเล่นเกม, ระบบฐานข้อมูลใหญ่ ๆ ,
ระบบที่ต้องการความละเอียดต่อการประมวลผลมาก ๆ เช่นการ Simulate, Render,
Retouch, Lenear Editing ฯลฯ แต่หากเป็น software โดยทั่วไปแล้ว แทบจะไม่เห็น
ความแตกต่าง แต่อย่างใด
"ปัญหาของระบบ 32-bit ที่ทำให้เกิด 64-bit ขึ้นมาในปัจจุบันคือ ขนาดของหน่วยความจำหลัก
(RAM Memory) มีจำกัดเกินกว่าจะยอมรับได้แล้ว"

CPU 32-bit นั้นมีความต้องหน่วยความจำหลักได้มากสุดที่ 4Gbytes เท่านั้น แล้ว 4Gbytes
มาจากไหนหล่ะ ?
คำตอบคือ 32-bit register นั้นมาจาก 2 ยกกำลัง 32 หรือมีขนาดที่ 4Gbytes
ของหน่วยความจำหลัก (RAM memory) นั้นเอง

นั้นหมายความว่า CPU 64-bit นั้นมีความต้องหน่วยความจำหลักได้มากสุด
ที่ ….. 16 Ebytes * (~17,179,869,184 Gbytes) นั้นเอง ซึ่งมาจาก 2 ยกกำลัง 64
หรือมีขนาดที่ 16 Ebytes ของหน่วยความจำหลัก (RAM memory)
* Ebytes อ่านว่า เอ๊กซาไบต์ (Exabyte)

2 กำลัง 32 = 4,294,967,296 bytes
=~ 4 Gbytes
2 กำลัง 64 = 18,446,744,073,709,551,616 bytes
= ~ 16 Ebytes หรือ 17,179,869,184 Gbytes

แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนในด้านการประมวลผล ?

การประมวลผลจริง ๆ แล้วไม่แตกต่างกันในเชิงความเร็วมากนัก ดังที่ได้กล่าวไแล้ว
แต่จะแตกต่างนั้นอยู่ที่ ความหน่าแน่นของข้อมูลที่ประมวลผลต่อสัญญาณนาฬิกามีมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

* คุณชมภาพยนต์ในจอคอมพิวเตอร์จากแผ่น VCD (เทียบได้กับ 32-bit) และ DVD
(เทียบได้กับ 64-bit) ถ้าคุณได้รับชมผ่าน VCD ในจอคอมพิวเตอร์คุณได้ภาพที่เล็ก
และไม่ละเอียด เท่ากับ DVD ที่มีภาพที่ละเอียดกว่า และยังขยายขนาดของภาพให้ Full Srceen ได้โดยภาพไม่แตกเหมือน VCD
* คุณเล่นเกม ภาพที่ได้จะมีมิติมากขึ้นกว่าเดิม แสงเงาต่าง ๆ จะสมจริงมากขึ้น
แต่ไม่ได้ทำให้การประมวลเร็วขึ้นแต่อย่างใด
* ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับ Software ที่นำมาทำงานร่วมกับ CPU 64-bit ด้วยว่า
สนับสนุนการทำงานนี้หรือไม่ มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถใช้งาน CPU 64-bit ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพดังที่ตั้งใจไว้
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า 64-bit เป็นการทำให้การประมวลผลต่อครั้งมีความละเอียดมากขึ้น
ไม่ใช่เร็วมากขึ้น อย่างที่ หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่การเร่งความเร็วในการประมวลผล
น่าจะเป็นในส่วนของ Dual Core CPU มากกว่า แต่การทำให้ Dual Core CPU
สามารถใช้งานได้ดีและเต็มประสิทธิภาพนั้น จำเป็นอย่างมากที่ software ที่เราใช้ต้อง
สนับสนุนระบบ Multiprocessor ด้วยเช่นกัน

ปล. เคยเห็นบางท่านเปรียบเทียบ window 32 bit กับ 64 bit ไว้ว่า มันก็เหมือนถนน 2 เลน กับ ถนน 4 เลน
ต่างกันที่ถนน 4 เลนทำให้รถวิ่งได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ารถจะวิ่งได้เร็วขึ้น

32 bit

Intel Celeron M
Intel Pentium M
Intel Core Solo
Intel Core Duo
AMD Mobile sempron
64 bit

Intel Core 2 Duo
AMD Turion64
AMD Turion64x2
AMD Mobile Athlon 64
โดย CPU ของทั้ง 2 ค่ายที่เป็น 64bit นี้ AMD จะใช้ชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า x86-64 ส่วน Intel จะใช้ชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า EM64T โดยชื่อเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ผ่าน โปรแกรม cpu-z ในหัวข้อ CPU ตรงช่อง instruction ครับ ซึ่งเทคโนโลยี 2 ตัวนี้จะแตกต่างกันภายในเล็กน้อยแต่ว่า โดยตัวคอนเซปแล้วจะเหมือนกันนะครับ




credit http://www.com-th.net/webboard/index.php?topic=91497.0

i3 i5 i7 ต่างกันอย่างไร

1. ระบบ Hyper-Threading สิ่ง ที่่ CPU ตระกูลนี้นำกลับเข้ามาใช้ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ระบบ Hyper-Threading (ระบบการจำลองชุดคำสั่งแบบคู่ขนาน) ซึ่ง intel เคยนำมาใช้ตอน Pentium 4 ครับโดย

i7 จะมี 4 คอร์ 8 เธรด
i5 จะมี 4 คอร์ 4 เธรด และ 2 คอร์ 4 เธรด
i3 จะมี 2 คอร์ 4 เธรด

2. Cache L3 ระบบ Cache L3 เป็นระบบที่ทำ AMD นำมาใช้ก่อนในซีพียูรุ่นก่อนแล้ว ซึ่ง intel เพิ่งจะนำเข้ามาใช้กับซีพียูตระกูลนี้ัครับ

i7 จะมี Cache L3 8 MB
i5 จะมี Cache L3 8 MB และ 4 MB
i3 จะมี Cache L3 4 MB

3. ราคา ซึ่งทาง intel ได้วางตำแหน่งของซีพียูตระกูลนี้ไว้ 3 ระดับด้วยกัน

i7 เป็นซีพียูในระดับสูง ราคาจะอยู่ในช่วง 10,000 บาท ขึ้นไป
i5 เป็นซีพียูใน ระดับกลาง ราคาจะอยู่ในช่วง 6,000 – 7,000 บาท
i3 เป็นซีพียูใน ระดับพื้นฐาน ราคาจะอยู่ในช่วง 4,000 – 5,000 บาท

ตาม ความคิดเห็นของผม ผมมองว่า ในการใช้งานปกตินั้น ซึพียูทั้งสามตัวนั้นแทบไม่แตกต่างกันเลย แต่จะเห็นผลก็ต่อเมื่อใช้งานที่ต้องการการประมวลผลอย่างสูง จึงจะเห็นความแตกต่าง แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าซีพียูตัวไหนเหมาะกับคุณ แสดงความคิดเห็นได้ที่ด้านล่างบทความนี้เลยครับ






ถ้ามีรุ่นนอกเหนือจากนี้ช่วยโพสที


i3 มี 2 คอร์ 4 เทรด มี 2 รุ่น = i3-540 3.06GHz กะ i3-530 2.93GHz ทั้ง 2 รุ่นมี Cache 4 MB

i5-750S 4 คอร์/ 4 เธรด 2.40 GHz สูงสุด 3.20 ด้วย turbo boost 8 MB 45 nm
i5-750 4 คอร์/ 4 เธรด 2.66 GHz สูงสุด 3.20 ด้วย turbo boost 8 MB 45 nm
i5-670 2 คอร์/ 4 เธรด 3.46 GHz สูงสุด 3.73 ด้วย turbo boost 4 MB 32 nm
i5-661 2 คอร์/ 4 เธรด 3.33 GHz สูงสุด 3.60 ด้วย turbo boost 4 MB 32 nm
i5-660 2 คอร์/ 4 เธรด 3.33 GHz สูงสุด 3.60 ด้วย turbo boost 4 MB 32 nm
i5-650 2 คอร์ / 4 เธรด 3.20 GHz สูงสุด 3.46 ด้วย turbo boost 4 MB 32 nm

i7-960 4 คอร์ / 8 เธรด 3.20 GHz สูงสุด 3.46 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-950 4 คอร์ / 8 เธรด 3.06 GHz สูงสุด 3.33 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-940 4 คอร์ / 8 เธรด 2.93 GHz สูงสุด 3.20 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-920 4 คอร์ / 8 เธรด 2.66 GHz สูงสุด 2.93 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-870 4 คอร์ / 8 เธรด 2.93 GHz สูงสุด 3.60 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-860s 4 คอร์ / 8 เธรด 2.53 GHz สูงสุด 3.46 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm
i7-860 4 คอร์ / 8 เธรด 2.80 GHz สูงสุด 3.46 ด้วย Turbo boost 8 MB 45 nm


เครดิต http://www.manacomputers.com/different-cpu-intel-i3-i5-i7/
ส่วน i9 ที่กาลังจามา เป็น 6 คอร์ / 12 เธรด !!!!!!!!!

The summer of the smartphone shortage

I can't tell you how many people I've talked to this summer who have told me that they had finally made their decision to get a new smartphone only to have their plans thwarted when they got to the store and their well-researched choice was unavailable.

This is exactly what happened to my former college roommate, Stephanie Rahill. After months of research and several conversations with me, her husband came out of the Verizon Wireless store three weeks ago and told her that she would have to wait nearly a month for her new HTC Droid Incredible smartphone.

"When he came out of the store empty-handed, I was like, 'Where is my phone?'" she said. "My current phone has a crack in the screen and won't last much longer. He had researched which phones he wanted us to buy for two months, so he wanted to wait. But I was aggravated."

iPhone 4

iPhone 4
(Credit: Josh P. Miller/CNET)

The Rahills' experience is not uncommon this summer. From the hot new iPhone 4 to the HTC Evo 4G and the HTC Droid Incredible, millions of potential consumers are leaving stores empty-handed with nothing more than a promise that they'll get their coveted smartphones in a matter of weeks, if they're lucky.

Customers wanting an Apple iPhone 4 will have to wait about three weeks. HTC Evo phones are sold out indefinitely, and HTC Incredible phones are back-ordered at least a month. As Motorola's Droid X goes on sale this week at Verizon Wireless stores, some people wonder if there could be shortages of that phone as well.

"Smartphones are what people want," said Roger Entner, a senior vice president at Nielsen. "And they want the best and the hottest devices. That's creating a lot more demand in the market."

Indeed, smartphones are hitting the mainstream and customers are clamoring for the latest and greatest devices. First-quarter sales of smartphones worldwide jumped 48.7 percent compared to a year earlier, according to market research firm Gartner. Highly subsidized price tags are attracting customers as well as a growing portfolio of new devices. For example, every major U.S. carrier now has at least one Google Android phone in their lineup.

"The iPhone used to be the only game in town," Entner said. "Now with Google Android, there seems to be a cool new phone coming out almost monthly. And it's getting tougher and tougher to predict the winners."

The rebounding economy may also be playing a role as people feel more secure about upgrading their phones and signing up for more costly data plans.

HTC Evo

HTC Evo
(Credit: Sarah Tew/CNET)

But the growing demand for these new phones is putting a strain on suppliers and wireless providers selling these devices. Sprint Nextel's CEO Dan Hesse told The Wall Street Journal that stronger-than-expected demand for the new Evo 4G has resulted in shortages across the country. Sprint hasn't released sales figures for the Evo 4G, but the Macquarie Group said Sprint has sold about 300,000 of the phones since it went on sale in early June, according to The Journal.

Verizon Wireless customers looking to get their hands on the HTC Droid Incredible, which was released in April, are also experiencing delays in getting their phones.

A representative from HTC, which makes the Evo 4G and Droid Incredible phones, said the company is working as quickly as it can to meet demand.

"We've seen huge demand for the Evo and the Incredible," Keith Nowak, a spokesman for HTC said. "These are complex devices, and it's harder to get some components than others. So it's a combination of having really strong demand and getting the right components together."

Nowak wouldn't specify which components are in short supply. But analysts say that touch screens made by Samsung Electronics have been hard for HTC to get its hands on. Samsung has plans to build a $2.2 billion factory to make the screens, but it won't start operations before 2012. In the meantime, HTC has added other suppliers for the touch screens, such as Sony, which could help alleviate some of the backlog.

Analyst Charlie Golvin of Forrester Research acknowledged that growing demand is driving the shortage. But he believes larger suppliers such as Motorola may be better prepared to handle the onslaught. Verizon Wireless will begin selling the Motorola Droid X, another Google Android device, on July 15. The phone, which is the next generation of the popular Motorola smartphone, is expected to be a strong seller.

But Verizon Wireless spokeswoman Brenda Raney said she believes the company will have plenty of devices in stock to satisfy customers.

Motorola Droid X

Motorola Droid X
(Credit: Verizon)

"While we are currently experiencing delays on orders of one of our more popular phones. We view that as an anomaly driven by a combination of supply and popularity," she said. "At present, we feel that we have done everything possible to ensure we have inventory to meet customer needs around the Droid X--the proof will be in the execution on July 15."

But HTC isn't the only cell phone maker having trouble meeting demand this summer. Apple has also struggled to keep the new iPhone 4 on store shelves. When the device was available for preorder on June 15, nine days before it went on sale in stores, demand was so strong it crashed AT&T servers. Thousands of customers were unable to preorder their phones. On June 16, AT&T suspended preorders. When it started taking orders again, customers were in line to get their iPhone 4s the first or second week of July. In some markets, people currently ordering a new iPhone 4 are being told they'll have to wait three to four weeks for their phone.

While this is a good problem to have for handset makers and wireless providers, it's also somewhat dangerous, since some disgruntled and impatient consumers may be tempted to buy another device or even choose a different provider. Some may even choose to not buy a new phone at all.

Nick Hermandorfer, of Austin, Texas, said he was ready to buy a new Evo 4G two weeks ago after he saw a co-worker watching World Cup action streaming over Sprint Nextel's 4G wireless network. But when he called the local Sprint store, a salesman told him the store was sold out. The store will soon have supplies in his area, but now that the World Cup is over, Hermandorfer said he isn't sure he needs the Evo 4G.

"I was really sold on Evo 4G two weeks ago when the World Cup was happening," he said. "But now I feel like I can wait, since there isn't really anything that I want to watch streamed live. I'll probably just stick with my BlackBerry now for a while."

Other wireless providers are working hard to make sure that shortages do not turn into lost sales. My sister, Beth Gellene, who lives in Needham, Mass., had been a long-time Sprint Nextel customer, but she wanted to switch to AT&T for the new iPhone 4. When she went to the AT&T store days before she was supposed to leave on a month-long vacation, she was told by an AT&T sales associate the store wouldn't have any iPhone 4s for at least three weeks.

As she debated whether to simply leave the store without a phone and keep her Sprint service a little longer, the salesperson offered her a deal she couldn't refuse. She could have an iPhone 3GS loaner until the new iPhone 4 is available at the store, which would likely coincide with the end of her vacation. So she paid for the new iPhone 4 in advance and took the iPhone 3GS home for the month.

Forrester's Golvin said that my sister's situation sounds like a very special case, but it illustrates how eager retailers are to close a sale--especially when the sale means picking off a customer from a competitor.

"The market that we are in today is one of winning your competitors' best customers and preventing your own customers from leaving," he said. "This sales associate recognized that if he didn't give her the iPhone 3GS, he risked losing her to Verizon or Sprint."

Generally, though, Golvin said that when faced with a delay, consumers are more apt to stick with their carrier and simply choose a different phone. In other words, most consumers are more loyal to their cell phone provider than they are to any handset manufacturer.

"In all the research that I've done, the percentage of consumers who say that the phone is the most important thing in their decision-making process is only about 3 to 5 percent," he said. "For most people, the carrier and network are more important."

The length of the delay is also crucial in predicting whether consumers abandon their dreams of a particular phone or wait it out.

"If it's a week, most people can wait," he said. "But if it's a month, people will likely start looking at other devices."

And that's a big problem for companies like HTC that use Google Android, an operating system that is in dozens of other phones made by competitors, such as Motorola and Samsung. If Stephanie Rahill had gone into the Verizon store instead of her husband on that fateful day three weeks ago, she said she would have walked out with a phone, any phone.

"I have three kids," she said. "I don't care what phones we get. I definitely would have walked out of there with something. Now I have to make another trip to the Verizon store to pick up our new phones, have them activated, and have our contacts switched over. That's just a hassle I'd rather have avoided."

Review Compaq CQ42-281TX

Compaq CQ42-281TX
SPECIFICATIONS

* Intel(R) Core(TM) i5 CPU M 450
2.4 GHz, L2 cache 2 x 256 KBytes, L3 cache 3 MBytes
Codename : Arrandale
Technology : 32 nm
TDP Limit : 35W
* Intel(R) 5 Series/3400 Series Chipset
* 2048 MB DDR3, PC3-10700 (667 MHz)
Manufacturer (ID) : Micron Technology
* 320 GBytes HDD SATA, 7200 RPM
Vendor : Hitachi
* ATI Mobility Radeon HD 5430, 512 MB, 128 Bit
* 14" W-LED backlit, HD BrightView
* Integrated Webcam
* DVD Writer Super Multi
* Atheros AR9285 802.11b/g, LAN, Bluetooth, Modem
* 3 USB 2.0, D-Sub, HDMI, 5-1 Multimedia Reader
* Lithium-ion
* DOS



uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ
uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ
uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ
uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ
uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบuppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ

Intel® Core™ i5-450M Processor (3M cache, 2.40 GHz)

uppic.cpexiinu.com ฝากรูปฟรีไม่มีลบ

SPECIFICATIONS
Essentials
Status Launched
Launch Date Q2'10
Processor Number i5-450M
# of Cores 2
# of Threads 4
Clock Speed 2.4 GHz
Max Turbo Frequency 2.66 GHz
Bus/Core Ratio 18
DMI 4.8 GT/s
Instruction Set 64-bit
Instruction Set Extensions SSE4.1, SSE4.2
Embedded Options Available No
Supplemental SKU No
Lithography 32 nm
Max TDP 35 W
Memory Specifications
Max Memory Size
(dependent on memory type) 8 GB
Memory Types DDR3-800/1066
# of Memory Channels 2
Max Memory Bandwidth 17.1 GB/s
Physical Address Extensions 36-bit
ECC Memory Supported No
Graphics Specifications
Integrated Graphics Yes
Intel® HD Graphics Yes
Intel® HD Graphics with Dynamic Frequency Yes
Graphics Base Frequency 500 MHz
Graphics Max Dynamic Frequency 766 MHz
Intel® Flexible Display Interface (Intel® FDI) Yes
Intel® Clear Video Technology Yes
Intel® Clear Video HD Technology Yes
Dual Display Capable Yes
Macrovision* License Required No
Expansion Options
PCI Express Revision 2.0
PCI Express Configurations 1x16
# of PCI Express Ports 1
Package Specifications
Max CPU Configuration 1
TJUNCTION 105°C
Package Size rPGA 37.5mmx 37.5mm, BGA 34mmx28mm
Processing Die Size 81 mm2
# of Processing Die Transistors 382 million
Graphics and IMC Lithography 45 nm
Graphics and IMC Die Size 114 mm2
# of Graphics and IMC Die Transistors 177 million
Sockets Supported PGA988
Halogen Free Options Available Yes
Advanced Technologies
Intel® Turbo Boost Technology Yes
Intel® Hyper-Threading Technology Yes
Intel® Virtualization Technology (VT-x) Yes
Intel® Virtualization Technology for Directed I/O (VT-d) No
Intel® Trusted Execution Technology No
AES New Instructions No
Intel® 64 Yes
Idle States Yes
Enhanced Intel® Speedstep Technology Yes
Thermal Monitoring Technologies Yes
Intel® Fast Memory Access Yes
Intel® Flex Memory Access Yes
Execute Disable Bit Yes